หลังจากตื่นเต้นกับการลุ้นผล IOM และวีซ่า ในที่สุดก็ถึงเวลาที่เราจะได้เดินทางอย่างถูกต้องตามกฏหมายมายังอังกฤษซะที

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมาอยู่ตั้งนาน ของก็เอามาได้แค่นิดหน่อย ทีวี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ที่ใช้อยู่ที่บ้านเป็นประจำ จะเอาขึ้นเครื่องบินมาก็คงโดนหน่วยรักษาความปลอดภัยโดนถีบตั้งแต่ขนเข้าสนามบิน

เพราะฉะนั้นเราก็ควรเลือกคัดสรรแต่สิ่งที่จำเป็นจริง ๆ สำหรับการดำเนินชีวิตในอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น ปลาร้า มาม่า ปลากระป๋อง พริกแกง น้ำปลาเอย ของเหล่านี้ถึงแม้ว่าจำสำคัญแค่ไหนก็ตาม ก็ไม่ต้องขนมาเยอะนักหรอกครับ ให้ที่บ้านส่งมาทีหลังก็ได้นะ ~~

โอเค ไร้สาระกันมาเยอะแล้ว มาดูรายการสิ่งของที่น่าจะเอามากันดีกว่า

กลุ่มเครื่องนุ่งห่ม

1. เสื้อยืด, เสื้อเชิ้ต, ชุดชั้นใน, กางเกงขายาว/ขาสั้น (ถ้าทนหนาวได้) ที่ใช้ดำรงชีวิตอยู่ได้ประมาณ 2 สัปดาห์

2. ถุงเท้า, รองเท้าแตะ/รองเท้าผ้าใบ/รองเท้าหนัง/บูท

3. เสื้อกันหนาว, แจ็คเก็ต, ถุงมือ

4. ผ้าเช็ดตัว/เช็ดหน้า/เช็ดต่าง ๆ นานา

5. เครื่องประดับสร้างเสริมความสวย/หล่อ ต่าง ๆ : แว่นกันแดด, หมวก, ผ้าพันคอ, เข็มขัด, นาฬิกา, ต่างหู, สร้อยคอ, กำไล ฯลฯ

*6. หมอน, ผ้าห่ม, ตุ๊กตาไว้นอนกอดตอนนอน

กลุ่มยารักษาโรค

1. ยาแก้ปวด

2. ยาแก้หวัด

3. ยาทาแก้ปวดเมื่อย (ได้ใช้แน่ ๆ สำหรับเด็กที่มา work and study )

4. เบตาดีน/แอลกอฮอล์ ไว้ทาแผล

5. ยาแ้ก้ปวดท้อง( ท้องอืด/จุกเสียด/ปวดประจำเดือน)

6. ยาแก้ร้อนใน

7. ยาแก้อักเสบ

8. ยารักษาโรคประจำตัว

กลุ่มของใช้

1. กระเป๋า, เป้, ถุงผ้า, ถุงพลาสติก

*2. ช้อน, ส้อม, แก้ว

3. หัวแปลง adpter, ปลั๊กพ่วง

4. กรรไกรตัดเล็บ

5. สบู่, ยาสระผม, แปรงสีฟัน, ยาสีฟัน, ไหมขัดฟัน, สำลีปั่นหู, โลชั่น, เครื่องบำรุงผิวพรรณ และ เครื่องประทินโฉมต่าง ๆ

6. ดินสอ/ดินสอกด, ไส้ดินสอ, ยางลบ, ปากกา, ไม้บรรทัด, คัดเตอร์, กรรไกร, คลิปหนีบกระดาษ, แฟ้ม, สมุดโน็ต

*7. ที่เปิดขวดเบียร์, ไขควง, เครื่องมือจิปาถะ

8. ไม้แขวนเสื้อ, ไม้หนีบ

9. เข็ม, ด้าย

กลุ่มเอกสาร

1. Passport

2. ผลตรวจรับรองจาก IOM

3. หนังสือตอบรับจากทางโรงเรียน/มหาวิทยาลัย

4. รูปถ่าย 1″/2″ (กี่รูปก็แล้วแต่ มาถ่ายที่นี่ค่อนข้างแพง)

*5. ผลสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ

*6. Resume/CV

กลุ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

*1. Laptop/Notebook/PDAs

*2. กล้องถ่ายรูป

*3. หูฟัง

*4. mp3 player

*5. กล้อง webcam

*6. thumb drive/card reader/memory card

*7. ที่ชาร์จแบตต่าง ๆ

( ที่มี * อยู่ข้างหน้า หมายถึงว่า เป็น optional ครับ จะเอามาก็ได้ ไม่เอามาก็ได้ )

ก็คงมีประมาณเท่านี้แหล่ะครับที่นึกออก

ถ้าเหลือเนื้อที่อีกก็ยัดอย่างอื่นได้เลยถ้าใจชอบ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือลับเฉพาะ (ไดอารี่หน่ะ อย่าคิดมาก), หม้อหุ่งข้าว, ของกินต่าง ๆ นานา แพ็คเสร็จเตรียมของมาอังกฤษได้อย่างสบายใจเฉิบ เดินทางปลอดภัย :)

.

.

.

และแล้ว ซีรีย์ก่อนจะมาอังกฤษก็จบลง เตรียมพบกับซีรีย์ชุดใหม่ได้เร็ว ๆ นี้ ;)

เพิ่งกลับมาจาก Winchester มา ไปหาเพื่อน เพื่อรับของที่ฝากมาจากไทย - -” และไหนๆ ก็ไปทั้งทีแล้วก็เลยเที่ยวซะเลย

(แถมโดนแจ็คพ๊อต เพื่อนย้ายของพอดี ก็เลยตกกระไดพลอยเป็นลูกหาบไป - -”)

โดยปกติการเดินทางไกล ๆ ในอังกฤษก็มันจะเดินทางกันด้วย รถไฟหรือรถโค้ช ถ้ามีกะตังค์หน่อยก็เครื่องบิน เหมือนประเทศไทยบ้านเราแหล่ะนะ

แต่คราวนี้ไปด้วยโค้ช อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศดู เพราะเคยนั่งรถไฟแล้ว และเหตุผลหลักเลยคือ… ถูกกว่า ~~

บริการรถโค้ชที่ไปด้วยนั่น ไปกับ National Express ซึ่งถ้าจะให้เปรียบกับไทยบ้านเรานั่นก็ บ.ข.ส นั่นแหล่ะ

แต่รถเค้าดูหรูหรามีระดับ แล้วคาดว่า่น่าจะมีแต่แบบ ปอ.1 เท่านั้น (มีห้องน้ำ)

เขียนเกริ่นมาซะเยอะ ไม่มีอะไร แค่อยากจะมาบอกวิธีการเดินทางกับ National Express เท่านั้นแหล่ะ เพราะมันจะซับซ้อนกว่าการนั่งรถไฟหน่อย เนื่องจากว่า สถานีรถโค้ชมันหายากแล้วก็น้อยกว่ารถไฟ

1. เข้าไปที่ http://www.nationalexpress.com/

2. ใส่รายละเอียดการเดินทาง (เลือกแบบที่เป็น Coach นะ)

3. แล้วก็ Search ตารางการเวลากันไป

4. เลือกสถานที่ต้นทาง-ปลายทาง

5. เลือกเวลาที่จะเดินทาง เค้าจะมีบอกรายละเอียดไปพร้อมว่าเราจะต้องต่อรถ หรือใช้ระยะเวลาประมาณเท่าไหร่ในการเดินทาง (แนะนำว่าให้เดินทางหลัง 9 โมง เพราะราคาจะถูกลงไปเยอะเลย)

6. กรอกรายละเอียดเลขที่บัตรเดบิต/เครดิต ( ตอนที่ลงทะเบียนติดช่วงนี้อยู่นานมากเพราะให้ HSBC ซึ่งมัน มี card number อยู่ แต่พอใส่แล้วมันไม่ผ่าน -”- มั่วอยู่ตั้งนาน ถึงรู้ว่า card number ที่ในเว็บมันหมายถึงคือ เลขหลาย ๆ หลักที่เรียงรายอยู่ต้องกลางบัตรนั่นเอง -”-)

7. ใส่รายละเอียดของเรา

8. เลือกว่าจะรับบัตรยังไง (อันนี้แล้วแต่สะดวก แต่รอบนี้ผมเลือก e-ticket ให้ระบบส่ง mail มาแล้วไป print ที่ร้่านอินเทอร์เน็ต แต่ถ้าหาร้านอินเทอร์เน็ตไม่เจอ แนะนำให้ส่งรหัสเข้ามือถือก็ได้ ค่าบริการ 50p )

9. ทำการยืนยันการเดินทาง

10. ถึงวันเดินทาง ไปก่อนเวลารถออกก่อน 10 นาที  ไปเลท ตกรถ เสียตังค์ฟรี -”-

ปล. เราไปเลทไม่ได้ แต่รถโค้ชมารับเราเลทได้นะ (เพราะโดนมาแล้ว ขากลับ โดนเลทไปครึ่งชั่วโมงเนื่องจากมีอุบัติเหตุบนท้องถนน -”- )

เรียกได้ว่าหมดมุขแล้วสำหรับซี่รี่ย์ก่อนจะมาอังกฤษเลยนั่งนึกว่า ก่อนมาทำอะไรอีกบ้าง บังเอิญนึกได้ว่า ก่อนมา ทำใบขับขี่สากลด้วย ซึ่งใครที่อยากขับรถที่นี่ ไม่ต้องห่วงเรื่องความเคยชินกันเลย เพราะว่ารถที่นี่พวงมาลัยขวา ขับเร็วชิดขวา ชับช้าชิดซ้ายเหมือนบ้านเรา ถ้ามีใบขับขี่สากลแล้วล่ะก็ จะเช่ารถหรือไปขโมยรถใครมาขับก็ตามสบาย

ตั้งแต่สังเกตรถที่นี่ เจอเกียร์ออโต้น้อยมาก ส่วนใหญ่ขับแมนนวลกันหมดเลย แปลกดีเหมือนกัน เพราะที่ไทยหันไปทางไหนส่วนใหญ่ก็เป็นเกียร์ออโต้

อ่ะ อ่ะ โม้มาเยอะ มาดูกันว่าต้องเตรียมอะไรไปบ้าง

1. ก่อนอื่นต้องมีใบขับขี่ 5 ปีก่อน (จะมีได้ก็หลังจากต่ออายุใบขับขี่ 1 ปี เค้าก็อัพเกรดให้เป็นใบขับขี่ 5 ปีให้)

2. บัตรประชาชน

3. passport

4. รูปถ่าย 2″ 2 ใบ (ใช้รูปที่ทำ VISA ก็ได้ ถ่ายทีเดียว ใช้หลายงาน เอาให้คุ้ม)

5. เงิน 505 บาท

ถ้าอยู่ที่ กรุงเทพฯ ก็พุ่งตรงดิ่งไปยัง กรมขนส่งทางบก (แผนที่) ตึก 4 ชั้น 2 แล้วมองหาโซน ใบขับขี่สากลดู รับบัตรคิว จากนั้น นั่งรอ ยื่นเอกสาร แป็บ แป็บ ป้าป ป้าป (เจ้าหน้าที่เย็บรูป กับแสตป์เอกสาร)

เสร็จ กลับบ้านยิ้มกริ้มได้ใบขับขี่สากลมาอุ่นใจ

ปล.ตั้งแต่มาถึงที่นี่ ยังไม่ได้จับพวงมาลัยรถเลย -”-

เมื่อวานนี้ เข้าไปดู Stats ของเว็บ ปรากฎว่า มีคน search keyword จาก google ว่า “บัตร isic ที่ไหน” แล้วเข้ามาที่เว็บนี้

คาดว่า เค้าคนนั้นคงไม่ได้คำตอบจากเว็บนี้เพราะผมเองก็ไม่เคยเขียนว่าทำยังไง ที่ไหน

ก็เลยคิดว่า จัดเข้ามาเขียนเก็บใส่ซี่รีย์ ก่อนจะมาอังกฤษ ซะเลย

วิธีการทำบัตร isic นั้น ง่ายแสนง่าย แค่เตรียมเอกสารดังนี้

1. บัตรตอบรับจากโรงเรียน/มหาวิทยาลัย

2. รูปถ่ายขนาด 2″  1 รูป

3. สำเนา passport/บัตรประชาชน

4. เงิน 200 บาท (ถ้าทำที่อังกฤษตั้ง 9 pounds เชียวนะ -”-)

เตรียมเอกสารเสร็จ ตรงดิ่งไปที่ ชั้น 14 ตึก Wall Street Tower (แผนที่)

ไปถึงปุ๊บ บอกเจ้าหน้าที่ คว้าเอกสารยื่นให้ นั่งรอ…

ไม่ถึง 10 นาที ก็รับบัตรได้ทันที เร็วทันใจจริง ๆ

แค่นี้แหล่ะ เสร็จเรียบร้อย พกบัตรกลับบ้าน มาอังกฤษ สบายใจเฉิบ เฉิบ

อ่อ เค้าเปิด จ-ศ : 9:00 -17:00  ส : 8:30 - 12:00 นะ

หลังจากคราวที่แล้ว อธิบายเรื่องเอกสารขอวีซ่านักเรียนอังกฤษไปแล้ว

เมื่อเตรียมเอกสารพร้อมแล้ว ทีนี้เราจะบุก ! เพื่อไปขอวีซ่ากัน…

สถานที่การไปยื่นขอวีซ่านั้น ตั้งอยู่ที่ อาคารรีเจ้นท์เฮาส์ ชั้น 2 ถ้าอยากไปสะดวกสุดก็ BTS ลงสถานีราชดำริ เดินอีกหน่อย (ประตูทางออกไป AUA ) ไปในช่วงเวลา 8.30 - 15.00 น.

เมื่อไปถึงแล้ว เนื่องจากมันอยู่แค่ชั้น 2 ขึ้นบันไดไปเถอะครับ…แต่กระนั้น บันไดมันอาจจะซ่อนตาไปบ้าง ก็หาดี ๆ นะ อย่ากดลิฟท์แล้วไปลงชั้น 2 เลย คนในลิฟท์แล้วจะเซ็งกันไป (เชื่อไหมเรื่องนี้เคยเป็นกระทู้ดังในเว็บดังย่านประตูน้ำมาแล้ว)

เดินขึ้นบันไดเสร็จปุ๊บ แล้วขวา… เดินตรงจนสุด หันอีกขวา จะเห็นมีพี่รักษาความปลอดภัียยืนอยู่หน้าห้องกระจกเพื่อขอกระเป๋า

เราก็เอาเอกสารทุกอย่างออกมา ส่วนของที่เหลือทั้งหมดเก็บเข้ากระเป๋าซะ แล้วก็ฝากเค้าไว้ (มือถือ กุญแจ ฯลฯ ฝากหมด)

เซ็นต์ชื่อแล้วก็เดินเข้าไปประตูทางซ้ายมือ เพื่อรับบัตรคิว (ประตูขวาเดี๋ยวค่อยใช้ ก่อนกลับ)

จากนั้นไปหยิบใบมากรอก มันเป็นใบที่ต้องยื่นที่เคาน์เตอร์ตอนจ่ายเงิน

จ่ายเงินเสร็จปุ๊บ ก็ไปยื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่า ขาดตกบกพร่องอะไรบ้าง

ผ่านเสร็จไปนึงด่าน ก็เดินเข้าไปห้องทางขวามือ เพื่อเก็บหลักฐาน…ลายนิ้วมือ กัีบ ม่านตา…

ก็นั่งรอกันไปอีกรอบ เพื่อเก็บ หลักฐานทั้งสองอย่าง

หลังจากเก็บหลักฐานเสร็จเค้าก็จะให้ใบสลิปมาใบนึง (คล้ายใบเสร็จเวลาซื้อของจากห้าง) ก็เก็บไว้

แล้วจากนั้น เจ้าหน้าที่ก็จะบอกเองว่าให้เรารอลุ้นกี่วัน

เมื่อเสร็จสรรพ ก็ออกมาแล้วก็ออกประตูซ้ายมืออีกรอบ (เพราะประตูทางขวาเราใช้ตอนขาเข้า -”-)

เซ็นต์ชื่อออก รับของคืน ตรวจของ แล้วก็กลับไปนั่งลุ้น อย่างใจจดใจจ่อ ต่อไป…

ลุ้น

ลุ้น

ลุ้น

ลุ้น

ลุ้น

ลุ้น จนถึงเวลาที่ครบกำหนดก็ โทรมาสอบถามหรือตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ (ซึ่งผมไม่ได้ตรวจเลยไม่รู้รายละเอียด ~~ ขออภัยนะครับ)

ถ้าเจ้าหน้าที่บอกว่าให้มารับได้แล้ว ก็ใจเต้นซะหน่อย (เค้าไม่บอกนะว่าผ่านหรือไม่ผ่านให้มาลุ้นตัวโก่งก๊งที่นี่อีกรอบนึง)

ถึงเวลา 15.00 - 16.30 น. ก็เป็นช่วงเวลาที่เราจะไปรับได้ ก็ไปที่เดิม… อาคารรีเจ้นท์เฮาส์ ชั้น 2

เดินไปอีกทีคราวนี้ อาจจะรู้สึกเหมือนเดจาวู…

เอ๊ะ!! เราเคยมาที่นี่รึป่าวนะ -”-

ประพฤติปฏิบัติตัวเหมือนตอนมายื่นเอกสาร นั่งรอ แล้วก็เดินไปรับซอง

รับซองเสร็จ… อย่า !! เพิ่งเปิดซองที่เคาน์เตอร์นะ คนอื่นเค้าก็รอลุ้นอยู่เหมือนกัน

เดินออกมากลางห้องหน่อย จากนั้น ซีกซอง

คว้านหาสมุดพาสปอต์

เปิดดูทุกหน้า…

แล้วก็…

อ๊ากกกกกกกกกกกก !!

ห่างหายไปนานกับซี่รีย์ “ก่อนจะมาอังกฤษ” วันนี้นึกครึ้มใจเลยคิดว่ามาเขียนสเต็ปต่อไปกันเลยดีกว่า

เอาหล่ะ หลังจากที่ลุ้นกันตัวโก่งตอนตรวจ IOM ไปแล้ว

คราวนี้ เราจะมาลุ้นกันตัวโก่งก๊ง (คือลุ้นกว่าเดิมนั่นเอง -”-) เพราะมันเป็นเอกสารสำคัญตัวสุดท้ายแล้ว

ถ้าผ่านตัวนี้เอกสารการเดินทางสู่อังกฤษก็ครบหมดจบกระบวนความตามกฏหมายแพ่งและอาญา (อันนี้ก็เว่อร์ไป)

เนื่องจากเอกสารขอการของวีซ่าอังกฤษนั้นค่อนข้างเยอะ และแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน เพราะมันมีวีซ่าหลายประเภทมาก

ที่ผมลิสต์มาด้านล่างนี้คือ เอกสารที่ผมเตรียมไปล่ะกัน (สำหรับยื่นวีซ่านักเรียน) คาดว่าเป็นเอกสารหลัก ๆ ที่หลาย ๆ คนจะเหมือนกัน

1. แบบฟอร์ม VAF3 (กรอกกันหัวปรักหัวปรำกันเลยทีเดียว -”-) : ดาวน์โหลดได้ที่นี่, อันนี้ guideline
2. รูปถ่าย 2″ จำนวน 2 รูป ซึ่งถ่ายไม่เกิน 6 เดือน พื้นหลังขาว
3. Passport มีอายุขัยเหลืออย่างน้อย 6 เดือน และ Passport เล่มเก่า (ถ้ามี)
4. สำเนาบัตรประชาชน (รับรองสำเนาด้วย)
5. สำเนาทะเบียนบ้าน (รับรองสำเนาด้วย)
6. หลักฐานจบการศึกษา : หนังสือรับรองของมหาวิทยาลัย , Transcript
7. หนังสือ ตอบรับจากสถานศึกษาในประเทศอังกฤษ ระบุ ชื่อหลักสูตร/ค่าเล่าเรียน/ ระยะเวลาเรียนทั้งหมด/จำนวนชั่วโมงเรียนต่อสัปดาห์/วุฒิทางการศึกษาที่จะได้ รับเมื่อเรียนสำเร็จแล้ว
8. จดหมายรับรองการทำงานจากที่ทำงาน (ถ้าทำงานแล้ว)
9. หลักฐานที่พักอาศัยในอังกฤษ (ของผมใช้ที่อยู่โรงเรียน - -”)
10. ใบรับรองการปลอดเชื้อวัณโรค จาก IOM

10 อย่างดูเหมือนเยอะ แต่ยังไม่พอครับ ! ต้องมีหลักฐานของ sponser อีก ซึ่งได้แก่

11. Statement บัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน
12. หนังสือรับรองการทำงานของ Sponser หรือในกรณีเป็นเจ้าของกิจการ ก็ใช้หนังสือจดทะเบียนธุรกิจ
13.
สำเนา Passport (หรือเอาตัวจริงไปก็ได้นะ ถ้าไม่ใช่เดี๋ยวเค้าก็หยิบออกเอง)
14. หลักฐานรายได้ (pay slip) , ใบหุ้น
15. หลักฐานทรัพย์สิที่ดิน (ในกรณีที่เกรงว่ายอดเงินสนับสนุนไม่ถึง)

คราวนี้อาจจะมีคำถามต่อมาว่า ยอดเงินสนับสนุนต้องเท่าไหร่หล่ะ ?
คำตอบก็คือแล้วแต่บุคคล ขึ้นอยู่กับว่าเราอยู่นานเท่าไหร่ เรียนอะไร ประมาณนั้น แต่อย่างต่ำน่าจะประมาณ 6 - 8 แสนบาท

และสุดท้าย 16. ธนบัตร ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “เงิน” 6,930 บาท

เอาหล่ะ เอกสารทั้งหมดก็น่าจะประมาณนี้แหล่ะครับ เท่าที่จำความได้ไว้คราวหน้า มาต่อกันว่า ไปเดินเรื่องเอกสารกันอะไรยังไงที่ไหน แล้วเป็นไง

หลังจากเรียนจบไป ก็เริ่มรู้สึกว่าตัวเอง มีเพื่อนเยอะมาก

แต่…เป็นคนไทยทั้งนั้นเลยนะ - -”

ซึ่งก็ได้มีการสนทนากันในหลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องงาน

และคุยไปคุยมา เลยจับใจความได้ว่ามันมีสูตรตายตัวอยู่

1) ไปทำงานตามที่โรงเรียนจัดหาให้

บางคนไปทำงานไหวก็อยู่ต่อ เพราะไปกับโรงเรียน ส่วนใหญ่ค่าที่พักจะถูก (บางที่ไม่เก็บตังค์เลยก็มี) อาหารพร้อม แต่ก็มีส่วนนึงที่ทนงานไม่ไหวกลับมาตั้งหลักที่ Brighton หรือลาออกแล้วไปหางานในเมืองนั้นทำเองซะเลย

2) หางานทำเอง

คือมีปฏิภาณแน่วแน่ แล้วว่าอยู่นี่แน่ ซึ่งถ้าคิดจะอยู่ Brighton ล่ะก็ เดินไทยมีสูตรตามนี้

2.1) ได้งานชั่วโมงน้อย ก็หา second job ทำ

2.2) กลางวันทำงานโรงแรม ตกดึกทำร้านอาหารไทย

2.3) Mc, KFC, Subways, Burger King และเหล่าขบวนการ Fast Food ทั้งหลาย ทำที่เดียวเลย ชั่วโมงเยอะดี

2.4) มีงานอะไรทำหมด เดี๋ยวปะติปะต่อ จัดแจงเวลาเอง

การที่เราจะอยู่ Brighton นั้น อย่างน้อย week นึง ก็ควรที่จะได้รายได้มากกว่า 100 ปอนด์ (ก็ทำงานประมาณ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์)

เพราะฉะนั้นเด็กไทยที่นี่จึงสู้งานและอดทน เพื่อปากท้อง

(อ่านดูแล้ว เหมือนออกรายการวนเวียนชีวิตยังไงก็ไม่รู้ -”- )

หลังจากได้งานแล้ว เริ่มรู้สึกว่าตัวเองมีเครดิตที่จะสามารถเขียนเอนทรี่แบบนี้ขึ้นมาได้  เลยเอาซะหน่อย

มาดูกันว่าเด็กไทยส่วนใหญ่ที่นี่ เค้าหางานกันยังไง

1) เดินร่อน CV และ walk in เข้าไป

วิธีนี้จะได้ผลดีที่สุด ถ้าเราได้คุยกับผู้จัดการของร้าน ถ้ากล้าก็เดินเข้าไปแล้วก็บอกเค้าว่า “ขอคุยกับผู้จัดการร้าหน่อย” (เก๋า ป่ะหล่ะ)

2) ไปร้านไทย ฝากเบอร์ไว้

วิธีนี้เป็นที่นิยมที่สุดของเด็กไทย เพราะง่ายและดีตรงที่รับเงินสดเลย แม้ว่าค่าจ้างจะไม่สูงมากก็ตาม แต่การจะได้งานร้านไทยนั้น หน้าตาเป็นต่อ คารมก็เป็นต่อ แถมต้องพ่วงดวงนิดหน่อย เพราะเด็กไทยสมัครกันเยอะมาก

3) หางานจากเว็บ

เว็บที่เพื่อนฝูงมันกจะได้งานทำก็คือ gumtree.com ซึ่งก็ถือว่าเป็นเว็บใหญ่ของที่นี่แหล่ะมั้ง เพราะวันนึง มีคนมาประกาศหาคนงานเยอะอยู่

4) หางานจากหนังสือพิมพ์/นิตยสาร

เป็นอีกหนทางนึงที่คนรอบข้างผมมักจะได้งาน ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว เค้าจะประกาศจากนั้นก็โทรไปหรือ email ไปคุยรายละเอียด เมื่อสองฝ่ายตกลงปลงใจ โป๊ะเชะ! ก็ได้งานทันที

5) จากคนวงใน

วิธีนี้ เรียกกันง่าย ๆ ก็คือ เด็กเส้น นั่นเอง ถ้ามีเพื่อนเยอะก็ยิ่งดี เพราะว่าเพื่อนมักจะใจดีกับเราเสมอ (แต่ก็ต้องทำตัวเป็นมิตรด้วยหล่ะ) แล้ววิธีนี้ยังช่วยให้ได้งานง่ายด้วย เพราะเรามี reference ที่ดีอยู่แล้ว

คงมีเท่านี้ก่อนล่ะกัน มีข้อมูลเพิ่มเมื่อไรจะมา update เพิ่มเติม ;)

ต่อจากตอนที่แล้ว

เมื่อตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่ามีเชื้อวัณโรค ความวิตกกังวลพุ่งปรี๊ดขึ้นหัว แม้ว่าจะมั่นใจ 99% ว่าไม่ได้เป็นแน่นอน แต่ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน ดังคำพระท่านกล่าวไว้ เพราะฉะนั้นความวิตกจริตมันก็หยุดไม่ได้ แต่เพื่อเป้าหมายที่ชัดเจนในการมาอังกฤษ เราจะต้องพิสูจน์ให้ได้ !!

โดยการ ตรวจเสมหะ…


» Read more after the jump →

ต่อจากตอนที่แล้ว

หลังจากที่ตัดสินใจได้แล้วว่าฉันจะไปอังกฤษอย่างแน่นอน

ขั้นตอนต่อไปก็คือ ไปทำการตรวจสุขภาพปอดที่ IOM (International Organization for Immigration) ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารเกษมกิจ ชั้น 8 ถ.สีลม (ดูแผนที่) เพื่อที่จะได้เอกสารรับรองการปลอดเชื้อวัณโรคนั่นเอง

จะว่าไปแล้ว หลาย ๆ คนที่เดินเรื่องขั้นตอนนี้ ลุ้นกันหมด เพราะ ถ้าไม่ผ่าน ก็ไม่ได้วีซ่า และถ้าตรวจพบว่าเป็นวัณโรคอีกล่ะก็ จิตตกกันเข้าไปใหญ่ -”-

แต่วัณโรคมันก็ไม่ได้เป็นง่ายขนาดนั้น :)

เอาหล่ะ มาว่ากันด้วย ขั้นตอนการทำเอกสารชิ้นนี้กันเลยดีกว่า…


» Read more after the jump →

  • The Quote

    "If you do business with uncomfortable you will not grow, you must talk with your partner"

    -- Charene @ Pizza Fritta --