ห่างหายไปนานเกือบเดือนได้ ไม่ได้ขี้เกียจอะไร หรือ ไม่ได้ยุ่งทำงานหามรุ่งหามค่ำแต่อย่างใด ก็ทำงานตามที่เจ้านายให้ชั่วโมงมา ให้เท่าไหร่ทำเท่านั้น

แต่ที่หายไปเพราะ อินเทอร์เน็ตของบ้านที่พักอยู่มันเสีย ร่วม 3 สัปดาห์ บางทีต้องการใช้มากถึงขนาดไปใช้งานที่ร้านอินเทอร์เน็ตเลยทีเดียว -”-

แต่ถึงแม้ว่าอินเทอร์เน็ตจะกลับมาใช้ได้แล้ว แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะ update อะไรอยู่ดี ( อ้าว -”- )

เพราะฉะนั้นวันนี้แค่กลับมาทักทาย ผู้ที่เข้ามาอ่านประจำทั้งที่ แอบอ่านและ อ่านอย่างเปิดเผย รวมทั้ง คนที่อ่านออกเสียงด้วย

ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้

แล้วเจอกันครับ :)

หลังจากตื่นเต้นกับการลุ้นผล IOM และวีซ่า ในที่สุดก็ถึงเวลาที่เราจะได้เดินทางอย่างถูกต้องตามกฏหมายมายังอังกฤษซะที

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมาอยู่ตั้งนาน ของก็เอามาได้แค่นิดหน่อย ทีวี ตู้เย็น เครื่องซักผ้า ที่ใช้อยู่ที่บ้านเป็นประจำ จะเอาขึ้นเครื่องบินมาก็คงโดนหน่วยรักษาความปลอดภัยโดนถีบตั้งแต่ขนเข้าสนามบิน

เพราะฉะนั้นเราก็ควรเลือกคัดสรรแต่สิ่งที่จำเป็นจริง ๆ สำหรับการดำเนินชีวิตในอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็น ปลาร้า มาม่า ปลากระป๋อง พริกแกง น้ำปลาเอย ของเหล่านี้ถึงแม้ว่าจำสำคัญแค่ไหนก็ตาม ก็ไม่ต้องขนมาเยอะนักหรอกครับ ให้ที่บ้านส่งมาทีหลังก็ได้นะ ~~

โอเค ไร้สาระกันมาเยอะแล้ว มาดูรายการสิ่งของที่น่าจะเอามากันดีกว่า

กลุ่มเครื่องนุ่งห่ม

1. เสื้อยืด, เสื้อเชิ้ต, ชุดชั้นใน, กางเกงขายาว/ขาสั้น (ถ้าทนหนาวได้) ที่ใช้ดำรงชีวิตอยู่ได้ประมาณ 2 สัปดาห์

2. ถุงเท้า, รองเท้าแตะ/รองเท้าผ้าใบ/รองเท้าหนัง/บูท

3. เสื้อกันหนาว, แจ็คเก็ต, ถุงมือ

4. ผ้าเช็ดตัว/เช็ดหน้า/เช็ดต่าง ๆ นานา

5. เครื่องประดับสร้างเสริมความสวย/หล่อ ต่าง ๆ : แว่นกันแดด, หมวก, ผ้าพันคอ, เข็มขัด, นาฬิกา, ต่างหู, สร้อยคอ, กำไล ฯลฯ

*6. หมอน, ผ้าห่ม, ตุ๊กตาไว้นอนกอดตอนนอน

กลุ่มยารักษาโรค

1. ยาแก้ปวด

2. ยาแก้หวัด

3. ยาทาแก้ปวดเมื่อย (ได้ใช้แน่ ๆ สำหรับเด็กที่มา work and study )

4. เบตาดีน/แอลกอฮอล์ ไว้ทาแผล

5. ยาแ้ก้ปวดท้อง( ท้องอืด/จุกเสียด/ปวดประจำเดือน)

6. ยาแก้ร้อนใน

7. ยาแก้อักเสบ

8. ยารักษาโรคประจำตัว

กลุ่มของใช้

1. กระเป๋า, เป้, ถุงผ้า, ถุงพลาสติก

*2. ช้อน, ส้อม, แก้ว

3. หัวแปลง adpter, ปลั๊กพ่วง

4. กรรไกรตัดเล็บ

5. สบู่, ยาสระผม, แปรงสีฟัน, ยาสีฟัน, ไหมขัดฟัน, สำลีปั่นหู, โลชั่น, เครื่องบำรุงผิวพรรณ และ เครื่องประทินโฉมต่าง ๆ

6. ดินสอ/ดินสอกด, ไส้ดินสอ, ยางลบ, ปากกา, ไม้บรรทัด, คัดเตอร์, กรรไกร, คลิปหนีบกระดาษ, แฟ้ม, สมุดโน็ต

*7. ที่เปิดขวดเบียร์, ไขควง, เครื่องมือจิปาถะ

8. ไม้แขวนเสื้อ, ไม้หนีบ

9. เข็ม, ด้าย

กลุ่มเอกสาร

1. Passport

2. ผลตรวจรับรองจาก IOM

3. หนังสือตอบรับจากทางโรงเรียน/มหาวิทยาลัย

4. รูปถ่าย 1″/2″ (กี่รูปก็แล้วแต่ มาถ่ายที่นี่ค่อนข้างแพง)

*5. ผลสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ

*6. Resume/CV

กลุ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

*1. Laptop/Notebook/PDAs

*2. กล้องถ่ายรูป

*3. หูฟัง

*4. mp3 player

*5. กล้อง webcam

*6. thumb drive/card reader/memory card

*7. ที่ชาร์จแบตต่าง ๆ

( ที่มี * อยู่ข้างหน้า หมายถึงว่า เป็น optional ครับ จะเอามาก็ได้ ไม่เอามาก็ได้ )

ก็คงมีประมาณเท่านี้แหล่ะครับที่นึกออก

ถ้าเหลือเนื้อที่อีกก็ยัดอย่างอื่นได้เลยถ้าใจชอบ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือลับเฉพาะ (ไดอารี่หน่ะ อย่าคิดมาก), หม้อหุ่งข้าว, ของกินต่าง ๆ นานา แพ็คเสร็จเตรียมของมาอังกฤษได้อย่างสบายใจเฉิบ เดินทางปลอดภัย :)

.

.

.

และแล้ว ซีรีย์ก่อนจะมาอังกฤษก็จบลง เตรียมพบกับซีรีย์ชุดใหม่ได้เร็ว ๆ นี้ ;)

เพิ่งกลับมาจาก Winchester มา ไปหาเพื่อน เพื่อรับของที่ฝากมาจากไทย - -” และไหนๆ ก็ไปทั้งทีแล้วก็เลยเที่ยวซะเลย

(แถมโดนแจ็คพ๊อต เพื่อนย้ายของพอดี ก็เลยตกกระไดพลอยเป็นลูกหาบไป - -”)

โดยปกติการเดินทางไกล ๆ ในอังกฤษก็มันจะเดินทางกันด้วย รถไฟหรือรถโค้ช ถ้ามีกะตังค์หน่อยก็เครื่องบิน เหมือนประเทศไทยบ้านเราแหล่ะนะ

แต่คราวนี้ไปด้วยโค้ช อยากลองเปลี่ยนบรรยากาศดู เพราะเคยนั่งรถไฟแล้ว และเหตุผลหลักเลยคือ… ถูกกว่า ~~

บริการรถโค้ชที่ไปด้วยนั่น ไปกับ National Express ซึ่งถ้าจะให้เปรียบกับไทยบ้านเรานั่นก็ บ.ข.ส นั่นแหล่ะ

แต่รถเค้าดูหรูหรามีระดับ แล้วคาดว่า่น่าจะมีแต่แบบ ปอ.1 เท่านั้น (มีห้องน้ำ)

เขียนเกริ่นมาซะเยอะ ไม่มีอะไร แค่อยากจะมาบอกวิธีการเดินทางกับ National Express เท่านั้นแหล่ะ เพราะมันจะซับซ้อนกว่าการนั่งรถไฟหน่อย เนื่องจากว่า สถานีรถโค้ชมันหายากแล้วก็น้อยกว่ารถไฟ

1. เข้าไปที่ http://www.nationalexpress.com/

2. ใส่รายละเอียดการเดินทาง (เลือกแบบที่เป็น Coach นะ)

3. แล้วก็ Search ตารางการเวลากันไป

4. เลือกสถานที่ต้นทาง-ปลายทาง

5. เลือกเวลาที่จะเดินทาง เค้าจะมีบอกรายละเอียดไปพร้อมว่าเราจะต้องต่อรถ หรือใช้ระยะเวลาประมาณเท่าไหร่ในการเดินทาง (แนะนำว่าให้เดินทางหลัง 9 โมง เพราะราคาจะถูกลงไปเยอะเลย)

6. กรอกรายละเอียดเลขที่บัตรเดบิต/เครดิต ( ตอนที่ลงทะเบียนติดช่วงนี้อยู่นานมากเพราะให้ HSBC ซึ่งมัน มี card number อยู่ แต่พอใส่แล้วมันไม่ผ่าน -”- มั่วอยู่ตั้งนาน ถึงรู้ว่า card number ที่ในเว็บมันหมายถึงคือ เลขหลาย ๆ หลักที่เรียงรายอยู่ต้องกลางบัตรนั่นเอง -”-)

7. ใส่รายละเอียดของเรา

8. เลือกว่าจะรับบัตรยังไง (อันนี้แล้วแต่สะดวก แต่รอบนี้ผมเลือก e-ticket ให้ระบบส่ง mail มาแล้วไป print ที่ร้่านอินเทอร์เน็ต แต่ถ้าหาร้านอินเทอร์เน็ตไม่เจอ แนะนำให้ส่งรหัสเข้ามือถือก็ได้ ค่าบริการ 50p )

9. ทำการยืนยันการเดินทาง

10. ถึงวันเดินทาง ไปก่อนเวลารถออกก่อน 10 นาที  ไปเลท ตกรถ เสียตังค์ฟรี -”-

ปล. เราไปเลทไม่ได้ แต่รถโค้ชมารับเราเลทได้นะ (เพราะโดนมาแล้ว ขากลับ โดนเลทไปครึ่งชั่วโมงเนื่องจากมีอุบัติเหตุบนท้องถนน -”- )

เอนทรี่นี้ค่อนข้างออกแนวระบาย ขอความคิดเห็น หรือ ต่างนานา คิดว่าคงไม่มีข้อมูลอะไรสำคัญที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อ่าน ถ้าไม่ต้องการรับรู้เรื่องไร้สาระก็ข้ามไปได้เลยนะครับ :)

» Read more after the jump →

เรียกได้ว่าหมดมุขแล้วสำหรับซี่รี่ย์ก่อนจะมาอังกฤษเลยนั่งนึกว่า ก่อนมาทำอะไรอีกบ้าง บังเอิญนึกได้ว่า ก่อนมา ทำใบขับขี่สากลด้วย ซึ่งใครที่อยากขับรถที่นี่ ไม่ต้องห่วงเรื่องความเคยชินกันเลย เพราะว่ารถที่นี่พวงมาลัยขวา ขับเร็วชิดขวา ชับช้าชิดซ้ายเหมือนบ้านเรา ถ้ามีใบขับขี่สากลแล้วล่ะก็ จะเช่ารถหรือไปขโมยรถใครมาขับก็ตามสบาย

ตั้งแต่สังเกตรถที่นี่ เจอเกียร์ออโต้น้อยมาก ส่วนใหญ่ขับแมนนวลกันหมดเลย แปลกดีเหมือนกัน เพราะที่ไทยหันไปทางไหนส่วนใหญ่ก็เป็นเกียร์ออโต้

อ่ะ อ่ะ โม้มาเยอะ มาดูกันว่าต้องเตรียมอะไรไปบ้าง

1. ก่อนอื่นต้องมีใบขับขี่ 5 ปีก่อน (จะมีได้ก็หลังจากต่ออายุใบขับขี่ 1 ปี เค้าก็อัพเกรดให้เป็นใบขับขี่ 5 ปีให้)

2. บัตรประชาชน

3. passport

4. รูปถ่าย 2″ 2 ใบ (ใช้รูปที่ทำ VISA ก็ได้ ถ่ายทีเดียว ใช้หลายงาน เอาให้คุ้ม)

5. เงิน 505 บาท

ถ้าอยู่ที่ กรุงเทพฯ ก็พุ่งตรงดิ่งไปยัง กรมขนส่งทางบก (แผนที่) ตึก 4 ชั้น 2 แล้วมองหาโซน ใบขับขี่สากลดู รับบัตรคิว จากนั้น นั่งรอ ยื่นเอกสาร แป็บ แป็บ ป้าป ป้าป (เจ้าหน้าที่เย็บรูป กับแสตป์เอกสาร)

เสร็จ กลับบ้านยิ้มกริ้มได้ใบขับขี่สากลมาอุ่นใจ

ปล.ตั้งแต่มาถึงที่นี่ ยังไม่ได้จับพวงมาลัยรถเลย -”-

เมื่อวานนี้ เข้าไปดู Stats ของเว็บ ปรากฎว่า มีคน search keyword จาก google ว่า “บัตร isic ที่ไหน” แล้วเข้ามาที่เว็บนี้

คาดว่า เค้าคนนั้นคงไม่ได้คำตอบจากเว็บนี้เพราะผมเองก็ไม่เคยเขียนว่าทำยังไง ที่ไหน

ก็เลยคิดว่า จัดเข้ามาเขียนเก็บใส่ซี่รีย์ ก่อนจะมาอังกฤษ ซะเลย

วิธีการทำบัตร isic นั้น ง่ายแสนง่าย แค่เตรียมเอกสารดังนี้

1. บัตรตอบรับจากโรงเรียน/มหาวิทยาลัย

2. รูปถ่ายขนาด 2″  1 รูป

3. สำเนา passport/บัตรประชาชน

4. เงิน 200 บาท (ถ้าทำที่อังกฤษตั้ง 9 pounds เชียวนะ -”-)

เตรียมเอกสารเสร็จ ตรงดิ่งไปที่ ชั้น 14 ตึก Wall Street Tower (แผนที่)

ไปถึงปุ๊บ บอกเจ้าหน้าที่ คว้าเอกสารยื่นให้ นั่งรอ…

ไม่ถึง 10 นาที ก็รับบัตรได้ทันที เร็วทันใจจริง ๆ

แค่นี้แหล่ะ เสร็จเรียบร้อย พกบัตรกลับบ้าน มาอังกฤษ สบายใจเฉิบ เฉิบ

อ่อ เค้าเปิด จ-ศ : 9:00 -17:00  ส : 8:30 - 12:00 นะ

อย่างที่เคยได้บอกไปว่าร้านอาหารไทยที่ทำ part-time อยู่เค้าต้องการคน พอดีมีน้องแนะนำเพื่อนมาคนนึง ไอ้เราก็นายหน้าซะเลย นัดน้องเค้าไปดูตัวที่ร้าน เพื่อให้เจ้าของเค้าดูตัวพูดคุย

พอไปถึง เจ้าของร้านไม่อยู่แต่ (แป่ว…) ก็เลยให้พี่ที่ร้านโทรไปบอก เค้าก็เลยบอกว่า ให้น้องเค้ามาลองงานวันพรุ่งนี้ตอนกลางวัน น้องเค้าก็ ok

จบไปนึงเรื่อง

อีกเรื่องดันเกิดขึ้นกระทันหัน เพราะว่าจริง ๆ แล้วเจ้าของร้านต้องเข้ามาทำงานวันนี้แต่เค้าติดธุระ เค้าเลยโทรกลับมาถามอีกรอบว่า วันนี้ผมว่างไหม ? (ตามตารางงาน ผมทำตอนเย็นอย่างเดียววันนี้ แล้วต่อด้วยงานที่โรงแรม) ก็เลยตอบเค้าไปว่า

“ว่างครับ”

… แย่แหล่ะ … -x-

“งั้นวันนี้ก็ทำยันเช้าเลยดิ” … ผมคิด


» Read more after the jump →

เมื่อสัปดาห์ก่อนไปหย่อน CV ที่ร้านพิซซ่า แล้วเค้าก็เรียกไปสัมภาษณ์โดยมี Candidate ถึง 5 คน จบการสัมภาษณ์วันนั้น บอกตรง ๆ ว่าตัดใจเต็มเหนี่ยวแล้ว เพราะว่า มี Candidate ส่วนใหญ่นั้นเป็น native speaker ทั้งนั้น - -” มี ผมกับน้าชาวบราซิล 2 คน ที่พูดอังกฤษแบบ งู ๆ ปลา ๆ

แต่เมื่อวานนี้ ก่อนที่จะเดินไปที่ร้านอาหารไทย ได้รับโทรศัพท์เสียงสวรรค์ บอกว่าให้มาทดลองงานวันนี้

…เหอ เหอ… ไม่นึกไม่ฝันแฮะ

เอาฟระ…ยังไง พรุ่งนี้ทำเต็มที่

ผมคิดแบบนั้น

.

.

.


» Read more after the jump →

เผอิ๊ญเผอิญ ร้านอาหารในเครือที่ทำแบบไม่ประจำ 2 ร้าน เกิดปัญหาขาดพนักงาน ก็เลยได้รับงานชั่วคราวมาทำ 1 วันเต็ม ๆ บ่ายทีนึง เย็นทีนึง วิ่งกันมันส์เลย -”-

เริ่มตั้งแต่ตอนเช้า ไปถึงร้านประมาณ 11 โมงครึ่ง ก็ทำความสะอาดร้านทั่วไป เปิดร้านได้ไม่ถึง 10 นาทีเลย ลูกค้าเจ้าแรกก็มาแล้ว ดีที่เค้ารอเพื่อน เราเองก็ยังกวาดพื้นอยู่ เลยเอาเมนูไปให้ก่อน แล้วบอกเค้าว่าพร้อมเมื่อไหร่ก็เรียกสั่งได้เลยนะ เค้าบอกว่า เค้าขอเราเพื่อนก่อน

หลังจากทำความสะอาดเสร็จ เวลาเหลือ ก็เลยไปคุยกับแขกเจ้าแรกซะหน่อยเพราะเป็น ญ ติ๊ส  ๆ น่ารัก (๕๕) ซักพักเพื่อนเค้ามาก็เริ่มสั่งอาหาร แล้วก็ลงเอาออเดอร์ไปให้ที่ครัวตามปกติ

เรื่องของเรื่องมันไม่ได้เกิดตอนนี้ แต่มันเกิดในอีกครึ่งชั่วโมงต่อมา… แขกเริ่มเข้ามา มากขึ้นเรื่อย ๆ ถี่ขึ้นเรื่อย ๆ จนบริการไม่ทัน เจ้าของที่ช่วยอยู่ในครัวถึงกับต้องขึ้นมาช่วยรับออเดอร์อยู่ 2 - 3 รอบ

(หมายเหตุ : เด็กเสริฟ์จะรู้สึกดีมาก ๆ ที่แขกทยอยกันมาทีละโต๊ะ แต่ถ้ามาพร้อมกันทีเดียวพร้อม ๆ กันหลายโต๊ะล่ะก็ มันก็เหมือนกับ ยืนอยุ่หน้าคลื่นยักษ์สูง 3 เมตร -”-)

ช่วงเช้าวันนี้ก็ได้บริการแขกที่ดีมาก ๆ จนกระทั่งถึงแขกที่แย่มาก ๆ เช่นกัน

ขออธิบายแขกที่แย่มาก ๆ วันนี้ก่อน
- เรื่องมาก (ไม่เอานู้น เปลี่ยนนี้ เค้ามีรายการอาหารตามนี้ ก็จะเอาแบบนี้)
- เอานู้น เอานี่ (ต้องเดินไปเดินมาหลายรอบ บอกขอทีเดียวเลยได้ไหม ??)
- กินอย่างเลอะ (น้ำจิ้มเอย ข้าวเอย ผักเผิก กระจัดกระจายเต็มโต๊ะ -”- ) เรียกได้ว่า กินแบบน่าเกลียดเลยทีเดียว
- ตอนเรียกเก็บเงิน พยายามจะหาเรื่อง มาหาว่าคิดเงินผิด เลยเรียกเจ้าของร้านมาคุยซะเลย
- ไม่มีทิปซักกะเพน (แม่ง…สุด ๆ จริง ๆ)

แล้วแขกที่ดีมาก ๆ วันนี้ (ตั้งแต่เสริฟ์มาโต๊ะนี่เป็นแขกที่ดีจริง ๆ นะ)
- สั่งอาหารไม่ขอเมนู ไม่ต้องใช้เวลาคิดเลย (น่าจะเป็นแขกประจำ)
- ไม่ใช่จาน Starter เก็บให้เรียบร้อยเลยเชียว สะอาดซะ
- กินเรียบ ไม่มีเศษอาหารซักชิ้นบนโต๊ะ เรียกได้ว่า ไม่ต้องมาเช็ดโต๊ะเลยซะแอะ โต๊ะเหมือนใหม่มาก ๆ
- เก็บจานให้ (คือแบบวางกองให้เลย เดินมาปุ๊บหยิบทั้งกอง ก็เคลียร์จานเสร็จเลย)
- ให้ทิป (กินซะดีแบบนี้ ไม่ต้องให้ทิปก็ได้นะ ถ้าลดราคาให้ ลดไปแล้วเนี่ย)

ก่อนกลับก็ถึงเวลาเปลี่ยนกะ ก็ทำบิลแล้วก็หารทิปกะบ่ายกัน สรุปว่าได้ทิปประมาณ 10% ของราคาอาหาร ก็ถือว่า การบริการของเรายังอยู่ในมาตราฐาน :)

เสร็จงานกะบ่าย รีบปั่นจักรยานไปอีกร้านเพื่อทำกะเย็น…

ร้านกะเย็นนี้อยู่ใน Pub ก็จะไม่ค่อยยุ่งมากเหมือนตอนเช้า แขกก็จะเข้ามาเรื่อย ๆ เปิด 5 โมงแต่ส่วนใหญ่แขกก็จะเริ่มเข้าประมาณ ทุ่มกว่า ๆ สองทุ่ม

แต่…วันนี้ ไม่ใช่ -”-

หกโมงเจ้าแรกก็เริ่มมาแล้ว แล้วก็ถยอยกันมาเรื่อย ๆ ๆ จนถึงเจ้าสุดท้าย นั่งกินจนต้องไปเก็บโต๊ะไล่เลยทีเดียว -”-

เรียกได้ว่า วันนี้ทำร้านอาหารไทยแบบไม่หยุดเลยทีเดียว

Full time thai restaurant ไปนึงวัน…

วันนี้ขอเขียนอะไรเรื่อยเปื่อยหน่อยล่ะกัน เพราะมาอยู่ที่นี่ก็ 3 เดือนแล้ว

ได้คุยกับเพื่อน ๆ หลายคน ก็มักจะมีคำถามยอดนิยมติดตามอยู่มาเป็นเนือง ๆ เอาเป็นว่า หยิบมาตอบคำถามที่นี่ดีกว่า

1. มาอังกฤษตั้งนาน ภาษาดีขึ้นไหม ?

ส่วนตัวสำหรับผมแล้ว บอกตรง ๆ เลยว่า ดีขึ้นนิดเดียวเท่านั้น เคยเห็นไม้บรรทัด 30 cm ไหม ?  ผมว่าผมดีขึ้นมา 5 mm -”-

เนื่องจากว่าอยู่กับคนไทยเยอะ อันนี้บอกตรง ๆ เลยว่า รู้ตัวอยู่ และก็พยายามที่จะลด ๆ การรู้จักคนไทยใหม่ ๆ บ้าง แต่ก็นะ บางทีเค้าก็ต้องการความช่วยเหลือ และบางทีเราก็ต้องการความช่วยเหลือเหมือนกัน มันก็เลยจำเป็นที่จะต้องใช้ภาษาบ้านเกิดเมืองนอนของเรา

มีคำแนะนำนิดนึง สำหรับคนที่อยากมาที่นี่เพื่อฝึกภาษา…คือ มาที่นี่ ถ้าได้ยินคำถามว่า “เป็นคนไทยรึป่าว ?”  อย่าตอบว่า “No, I’m not” นะ ให้ทำหน้า งง ๆ แล้วตอบว่า “Sorry ?” แล้วก็หาเพื่อนต่างชาติเยอะ ๆ ;)

2. ที่นี่เป็นไงบ้าง ? สนุกไหม ? ดีป่าว ? อยากมาจัง

อืมม มันขึ้นอยู่ว่า อยากมาทำอะไร ถ้ามาเที่ยว ก็มาเที่ยวเถิด สนุก อากาศดี จ่ายแพงหน่อย แต่รับรองว่ามีความสุข ( ดูพยากรณ์อากาศก่อนมาด้วยล่ะ ) ผมชอบที่นี่นะ โดยเฉพาะ park ต่าง ๆ เห็นพื้นที่สีเขียวยาว ๆ แล้วมันสดชื่น

แต่ถ้ามาเรียนอย่างเดียว … มีตังค์พอกินพอใช้ สามารถจ่ายได้ ก็เลือกเรียนโรงเรียนที่จ่ายแพงหน่อย เพราะคนไทยน้อย คบเพื่อนต่างชาติเยอะ ๆ Enjoy กับการใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ อยู่ซัก 3 เดือน ผมว่าภาษาเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 20 cm (จาก 1 ไม้บรรทัดมาตราฐาน)

แล้วถ้าคิดจะมาทำงานเก็บตังค์อย่างเดียวหล่ะ ? … รู้จักกับคำว่า “เหนื่อย” “ลำบาก” “อดทน” ไหม ? นั่นแหล่ะ เด็กไทยที่มาเก็บเงินที่นี่เค้าสะกดอย่างถูกต้องเหมือน คัดลายมือ 1 สมุดหน้าเหลือง … รู้จักมากน้อย แล้วแต่คน  บางคนทำงานจนนอนวันละ 4 ชั่วโมง หรือต่ำกว่าก็มี อันนี้ก็แล้วแต่ว่า หางานได้เท่าไหร่ อยากทำเท่าไหร่ (อยากเหนื่อยเท่าไหร่) พกดวงและฝึกภาษา/ทักษะพื้นฐานอาชีพ (ทำอาหาร, เสริฟ์, นวด, ตัดผม, อยู่บาร์ ฯลฯ ) ก่อนมาก็จะดีมาก

3. รวยยัง ?

ยังครับ ยังไม่รวย ดูจาก entry 51st ก็จะทราบว่า ผมเพิ่งทำงานได้คืนค่ากินอยู่ 3 เดือนที่นี่กับ pocket money ที่พกมาเท่านั้น ยังไม่ได้เงินคืนจากค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตอนลงคอร์สนี้เลย

4. ไปเที่ยวมาบ้างป่าวเนี่ย ?

ก็มีไปเที่ยวบ้าง ตามสถานที่ต่าง ๆ ของ Brighton แต่ช่วงนี้ก็ไม่ได้ไปบ่อย กะว่าซักต้น ๆ ฤดูหนาวจะ holidays ไปเที่ยวต่างเมืองบ้าง เพราะช่วงนี้ high season ค่าโรงแรมแพงเหลือหลาย -”- ถ้าไปแล้วจะเก็บรูปมาฝาก :)

5. อาหารอร่อยไหม ?

อร่อยดีนะ เพราะไม่มีวันไหนเลยที่ไม่ได้กินอาหารไทย (อันนี้ไม่ได้โม้) กินอาหารไทยทุกวัน มีพ่อครัว แม่ครัว (มือสมัครเล่นบ้าง กึ่งโปรบ้าง มีอาชีพบ้าง) ทำให้กินทุกวัน …  บังเอิญรู้จักคนไทยเยอะไปหน่อย ~~  … แต่ก็ขอบคุณ ทุกคนที่ทำอาหารให้กินไว้ ณ ทีนี้ด้วย

6. มีแฟนยัง ? เอาต่างชาตินะ

-”-…  เอ่อ… ครับ… อยู่ไทย ยังจะหาไม่ได้ มาที่นี่ สาวมากมาย คุยกันด้วยภาษามือ (และกาย) มันก็เข้าใจได้บ้างแค่ส่วนนึง แต่ที่สำคัญ มันต้องใช้ภาษาใจด้วย ยากอยู่นะ

7. คิดถึงไหม ?

คิดถึงครับ คิดถึงทุกคนแหล่ะ (พ่อ แม่ พี เพื่อน และ ผู้อ่านทุกท่าน (๕๕) ) บอกตรง ๆ ว่า สอง สามวันที่ผ่านมา คิดถึงเมืองไทยมาก ๆ สุด ๆ เหลือคณานับ จนอยากกลับไทย แต่บุ๊กตั๋วกลับตั้งมกรา ก็คงต้องอยู่ถึงตอนนั้นแหล่ะ

.

.

.

นี่ก็เป็นส่วนนึงของความคิดเห็นคนนึงของชายคนนึงที่มา คอร์ส work and study ที่อังกฤษ ได้ 3 เดือน

ถ้าใคร (หน้าม้าทั้งหลายและผู้แอบอ่าน หรือ เพิ่งได้มาอ่าน) มีคำถาม นอกเหนือจากนี้ คิดว่า น่าสนใจ โพสถามได้เลย เดี๋ยวมาตอบ การันตี ได้ทุกคำตอบทุกคำถาม ;)

  • The Quote

    "If you do business with uncomfortable you will not grow, you must talk with your partner"

    -- Charene @ Pizza Fritta --