Archive for June 2008

หลังจากคราวที่แล้ว อธิบายเรื่องเอกสารขอวีซ่านักเรียนอังกฤษไปแล้ว

เมื่อเตรียมเอกสารพร้อมแล้ว ทีนี้เราจะบุก ! เพื่อไปขอวีซ่ากัน…

สถานที่การไปยื่นขอวีซ่านั้น ตั้งอยู่ที่ อาคารรีเจ้นท์เฮาส์ ชั้น 2 ถ้าอยากไปสะดวกสุดก็ BTS ลงสถานีราชดำริ เดินอีกหน่อย (ประตูทางออกไป AUA ) ไปในช่วงเวลา 8.30 - 15.00 น.

เมื่อไปถึงแล้ว เนื่องจากมันอยู่แค่ชั้น 2 ขึ้นบันไดไปเถอะครับ…แต่กระนั้น บันไดมันอาจจะซ่อนตาไปบ้าง ก็หาดี ๆ นะ อย่ากดลิฟท์แล้วไปลงชั้น 2 เลย คนในลิฟท์แล้วจะเซ็งกันไป (เชื่อไหมเรื่องนี้เคยเป็นกระทู้ดังในเว็บดังย่านประตูน้ำมาแล้ว)

เดินขึ้นบันไดเสร็จปุ๊บ แล้วขวา… เดินตรงจนสุด หันอีกขวา จะเห็นมีพี่รักษาความปลอดภัียยืนอยู่หน้าห้องกระจกเพื่อขอกระเป๋า

เราก็เอาเอกสารทุกอย่างออกมา ส่วนของที่เหลือทั้งหมดเก็บเข้ากระเป๋าซะ แล้วก็ฝากเค้าไว้ (มือถือ กุญแจ ฯลฯ ฝากหมด)

เซ็นต์ชื่อแล้วก็เดินเข้าไปประตูทางซ้ายมือ เพื่อรับบัตรคิว (ประตูขวาเดี๋ยวค่อยใช้ ก่อนกลับ)

จากนั้นไปหยิบใบมากรอก มันเป็นใบที่ต้องยื่นที่เคาน์เตอร์ตอนจ่ายเงิน

จ่ายเงินเสร็จปุ๊บ ก็ไปยื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบว่า ขาดตกบกพร่องอะไรบ้าง

ผ่านเสร็จไปนึงด่าน ก็เดินเข้าไปห้องทางขวามือ เพื่อเก็บหลักฐาน…ลายนิ้วมือ กัีบ ม่านตา…

ก็นั่งรอกันไปอีกรอบ เพื่อเก็บ หลักฐานทั้งสองอย่าง

หลังจากเก็บหลักฐานเสร็จเค้าก็จะให้ใบสลิปมาใบนึง (คล้ายใบเสร็จเวลาซื้อของจากห้าง) ก็เก็บไว้

แล้วจากนั้น เจ้าหน้าที่ก็จะบอกเองว่าให้เรารอลุ้นกี่วัน

เมื่อเสร็จสรรพ ก็ออกมาแล้วก็ออกประตูซ้ายมืออีกรอบ (เพราะประตูทางขวาเราใช้ตอนขาเข้า -”-)

เซ็นต์ชื่อออก รับของคืน ตรวจของ แล้วก็กลับไปนั่งลุ้น อย่างใจจดใจจ่อ ต่อไป…

ลุ้น

ลุ้น

ลุ้น

ลุ้น

ลุ้น

ลุ้น จนถึงเวลาที่ครบกำหนดก็ โทรมาสอบถามหรือตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ (ซึ่งผมไม่ได้ตรวจเลยไม่รู้รายละเอียด ~~ ขออภัยนะครับ)

ถ้าเจ้าหน้าที่บอกว่าให้มารับได้แล้ว ก็ใจเต้นซะหน่อย (เค้าไม่บอกนะว่าผ่านหรือไม่ผ่านให้มาลุ้นตัวโก่งก๊งที่นี่อีกรอบนึง)

ถึงเวลา 15.00 - 16.30 น. ก็เป็นช่วงเวลาที่เราจะไปรับได้ ก็ไปที่เดิม… อาคารรีเจ้นท์เฮาส์ ชั้น 2

เดินไปอีกทีคราวนี้ อาจจะรู้สึกเหมือนเดจาวู…

เอ๊ะ!! เราเคยมาที่นี่รึป่าวนะ -”-

ประพฤติปฏิบัติตัวเหมือนตอนมายื่นเอกสาร นั่งรอ แล้วก็เดินไปรับซอง

รับซองเสร็จ… อย่า !! เพิ่งเปิดซองที่เคาน์เตอร์นะ คนอื่นเค้าก็รอลุ้นอยู่เหมือนกัน

เดินออกมากลางห้องหน่อย จากนั้น ซีกซอง

คว้านหาสมุดพาสปอต์

เปิดดูทุกหน้า…

แล้วก็…

อ๊ากกกกกกกกกกกก !!

ห่างหายไปนานกับซี่รีย์ “ก่อนจะมาอังกฤษ” วันนี้นึกครึ้มใจเลยคิดว่ามาเขียนสเต็ปต่อไปกันเลยดีกว่า

เอาหล่ะ หลังจากที่ลุ้นกันตัวโก่งตอนตรวจ IOM ไปแล้ว

คราวนี้ เราจะมาลุ้นกันตัวโก่งก๊ง (คือลุ้นกว่าเดิมนั่นเอง -”-) เพราะมันเป็นเอกสารสำคัญตัวสุดท้ายแล้ว

ถ้าผ่านตัวนี้เอกสารการเดินทางสู่อังกฤษก็ครบหมดจบกระบวนความตามกฏหมายแพ่งและอาญา (อันนี้ก็เว่อร์ไป)

เนื่องจากเอกสารขอการของวีซ่าอังกฤษนั้นค่อนข้างเยอะ และแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกัน เพราะมันมีวีซ่าหลายประเภทมาก

ที่ผมลิสต์มาด้านล่างนี้คือ เอกสารที่ผมเตรียมไปล่ะกัน (สำหรับยื่นวีซ่านักเรียน) คาดว่าเป็นเอกสารหลัก ๆ ที่หลาย ๆ คนจะเหมือนกัน

1. แบบฟอร์ม VAF3 (กรอกกันหัวปรักหัวปรำกันเลยทีเดียว -”-) : ดาวน์โหลดได้ที่นี่, อันนี้ guideline
2. รูปถ่าย 2″ จำนวน 2 รูป ซึ่งถ่ายไม่เกิน 6 เดือน พื้นหลังขาว
3. Passport มีอายุขัยเหลืออย่างน้อย 6 เดือน และ Passport เล่มเก่า (ถ้ามี)
4. สำเนาบัตรประชาชน (รับรองสำเนาด้วย)
5. สำเนาทะเบียนบ้าน (รับรองสำเนาด้วย)
6. หลักฐานจบการศึกษา : หนังสือรับรองของมหาวิทยาลัย , Transcript
7. หนังสือ ตอบรับจากสถานศึกษาในประเทศอังกฤษ ระบุ ชื่อหลักสูตร/ค่าเล่าเรียน/ ระยะเวลาเรียนทั้งหมด/จำนวนชั่วโมงเรียนต่อสัปดาห์/วุฒิทางการศึกษาที่จะได้ รับเมื่อเรียนสำเร็จแล้ว
8. จดหมายรับรองการทำงานจากที่ทำงาน (ถ้าทำงานแล้ว)
9. หลักฐานที่พักอาศัยในอังกฤษ (ของผมใช้ที่อยู่โรงเรียน - -”)
10. ใบรับรองการปลอดเชื้อวัณโรค จาก IOM

10 อย่างดูเหมือนเยอะ แต่ยังไม่พอครับ ! ต้องมีหลักฐานของ sponser อีก ซึ่งได้แก่

11. Statement บัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน
12. หนังสือรับรองการทำงานของ Sponser หรือในกรณีเป็นเจ้าของกิจการ ก็ใช้หนังสือจดทะเบียนธุรกิจ
13.
สำเนา Passport (หรือเอาตัวจริงไปก็ได้นะ ถ้าไม่ใช่เดี๋ยวเค้าก็หยิบออกเอง)
14. หลักฐานรายได้ (pay slip) , ใบหุ้น
15. หลักฐานทรัพย์สิที่ดิน (ในกรณีที่เกรงว่ายอดเงินสนับสนุนไม่ถึง)

คราวนี้อาจจะมีคำถามต่อมาว่า ยอดเงินสนับสนุนต้องเท่าไหร่หล่ะ ?
คำตอบก็คือแล้วแต่บุคคล ขึ้นอยู่กับว่าเราอยู่นานเท่าไหร่ เรียนอะไร ประมาณนั้น แต่อย่างต่ำน่าจะประมาณ 6 - 8 แสนบาท

และสุดท้าย 16. ธนบัตร ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “เงิน” 6,930 บาท

เอาหล่ะ เอกสารทั้งหมดก็น่าจะประมาณนี้แหล่ะครับ เท่าที่จำความได้ไว้คราวหน้า มาต่อกันว่า ไปเดินเรื่องเอกสารกันอะไรยังไงที่ไหน แล้วเป็นไง

ย้ายของเข้าบ้านมาได้เกือบอาทิตย์ เมื่อวานนี้ก็มี roommate ย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ แต่ก็ไม่ได้คุยด้วยอะไรมาก เพราะว่าทำงานกลางคืน แต่วันนี้มีเวลา เพราะเป็นวันอาทิตย์ roommate คนใหม่ไม่ได้ไปเรียน ก็เลยได้คุยกันมากหน่อย

ตานี่ ชื่อ Mustafa อายุพอ ๆ กันเลย เป็นคนตั้งใจเรียน(มั้งนะ) เพราะเค้าบอกว่า มาเรียนที่นี่ ไม่อยากคุยภาษาบ้าน ภาษาเมือง เนื่องจากว่ามาแป็บเดียว 4 เดือน ก็เลยอยากได้ภาษาอังกฤษกลับไปเยอะ ๆ (อืม…มีอุดมการณ์และมุมานะดี)

แล้วเค้าก็เล่าให้ฟังอีกว่า โรงเรียนที่เค้าไปเรียนนั้น เกาหลี เยอะมาก คือ ทั้งห้องเป็นเกาหลีหมด มีเค้าคนเดียวที่ไม่ใช่ (เออ ดีแฮะ)

เรียนอยู่ระดับ Upper Intermediate เหมือนกัน (แต่เท่าที่คุยกัน ภาษาเค้าดีกว่าผมอีกนะ - -”)

ดูเหมือนว่าเป็นคนใช้เงินเป็นไม่ฟุ่มเฟือย เพราะดูจากของที่ซื้อมาก็เป็นของจำเป็นทั้งนั้น ราคาก็ไม่แพงมากด้วย เรียกได้ว่ามีอะไรคล้ายกันส่วนนึง หวังว่าอยู่ด้วยกันคงไม่มีปัญหาอะไรนะ :)

สาธุ -/\-

ปล.ช่วงหลังเขียนดีเลย์จากวันจริงไปเยอะ เพราะมันมีเรื่องกระจุกกระจิกให้ทำตลอด - -” ไว้ชีวิตลงตัวแล้วจะเขียนตรงวันล่ะกัน

ก่อนจะมาที่นี่ เห็นว่า ค่าตั๋วเครื่องบินขาเดียว กับ ค่าตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ราคามันพอกัน (หมายความว่า ราคาตั๋วไปกลับ = 2xราคาตั๋วเที่ยวเดียว) ก็เลยไม่ได้เอ๊ะใจอะไร ซื้อขาเดียวดีกว่า มาที่นี่ทำงานได้เงินแล้วค่อยซื้อขากลับ

แต่ที่ไหนได้ คิดผิดไป 1 จุด ว่าตัวเองวีซ่าหมดวันที่ 4 มกราคม ปีหน้า ซึ่งค่าตั๋วเครื่องบินช่วงคริสมาสถึงปีใหม่นั่นพุ่งกระฉูด จู๊ด ๆ อย่าบอกใครเชียว และมันก็จะเต็มเร็วซะด้วย - -”

พอนึกได้ดังนั้นก็เลย ต้องกระตือรือร้น รีบบุ๊กตั๋วกลับก่อน เดี๋ยวจะไม่มีที่นั่งว่าง ต้องเดินกลับประเทศไทย -”-

หาข้อมูลทันที ว่าจะซื้อตั๋วที่ไหนอะไรยังไง เผอิญเปิดกระเป๋าตังค์ดู เห็นบัตร ISIC card พอดี นึกได้ว่า เราทำบัตรนี้ที่ STA Travel ซึ่งมัน worldwide แล้วมันก็ขายตั๋วเครื่องบินด้วย

แล้วเผอิ๊ญ เผอิญอีก ที่นึกออกว่าที่ ฺBrighton นี่มันก็มี STA Travel อยู่ด้วย คิดได้ทันใดนั้น ก็เลยไปที่ STA Travel ซะเลย

และหลังจากที่ตรวจเช็คราคาเครื่องบินว่า วันไหน อยู่ได้นานสุดและถูกสุด สุดท้ายก็ได้ที่นั่งมาแล้ว ด้วยราคาอันเกือบย่อมเยาว์

331.70 ปอนด์ (เงินก้อนนี้ยืมแม่มาก่อน - -” เดี๋ยวกลับไปต้องชดใช้คืน)

โดยสายการบิน Qatar Airline QR76 ออกจาก London Gatwick วันที่ 3 มกราคม 2551 8:30 น. (ออกก่อนวีซ่าหมด 1 วัน -”-)

ล้อแตะแดนไทย ตามกำหนดการ 4 มกราคม 2551 7:00 น.

กลับถึงไทยแล้ว ถ้าใครสนใจจะพาไปเลี้ยงข้าวก็บอกนะ พร้อมเสมอ ^^

เมื่อวานตอนกลางคืน เพิ่งนั่งดู Time sheet ของตัวเอง เพิ่งสังเกตุเห็นว่า ตัวเองทำงานติดกัน 9 วันรวด -”-

แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร ผ่านไปได้ด้วยดี เพราะหลังจากนี้คงไม่มีวันที่ต้องทำงานติดกันแบบนี้อีกแล้ว

เพราะหลังจากสัปดาห์นี้ไปก็จะเข้าสู่ช่วงการทำงานปกติ คือ ทำ week ละ 4 -5 วัน แล้วแต่ตารางของคนอื่นด้วย แต่อย่างไงก็ตามก็ไม่ต้องทำงานติดกันรวดหลายวันแบบนี้อีกแล้วแหล่ะ

day off ทั้งที ก็ดี หยุด 2 คืนนี้ จะได้ย้ายของเข้าบ้านใหม่ หลังจากจ่ายค่าบ้านจนกระเป๋าแฟ่บ ไปแล้ว T-T

ปล.รู้สึกพักหลังรู้สึกเขียนเรื่องงานซะเยอะ เดี๋ยวขอเปลี่ยนแนวบ้างดีกว่า เป็นแนวแบบ หยุดเขียนไปนาน ๆ -”-

มี 2 - 3 คนมาถามผมหลังไมค์ว่าทำไม อ่าน comment ไม่ได้ เขียนได้อย่างเดียว

ผมก็ งง เพราะว่า ผมก็ดูได้ปกตินี่หน่า

ตอนนี้ ทราบสาเหตุแล้วเป็นเพราะว่า module comment ที่ทำให้ reply comment กันได้นั้น มันมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ IE6 ไม่ support ( พยายามลองแกะโค้ด ทำให้มัน support แล้วนะ แต่มันไม่สำเร็จ - -”)

เพราะฉะนั้น ไหน ๆ Firefox สุดยอด web browser ก็จะออกเวอร์ชั่นใหม่แล้ว

ก็เลยขอ spread Firefox 3 ไว้ที่ Entry นี้เลยล่ะกัน ;)

ตามไป download ได้ครับ ที่นี่

ลองใช้ดูแล้วคุณจะติดใจ

ตั้งแต่มาเหยียบ UK วันนี้ถือว่าเป็นวันที่เงินออกจากกระเป๋าเยอะที่สุด เพราะจ่ายเงินไปกว่า 200 ปอนด์ !!

(สถานะการเงิน ณ ปัจจุบัน : ในธนาคาร 30 ปอนด์ T-T

ในกระเป๋าตังค์ 70 ปอนด์ )

ที่ต้องจ่ายเยอะ เพราะว่า ได้ที่พักใหม่แล้ว ราคาแพงกว่าเดิม (เอ๊ะ ! แล้วจะย้ายทำไม ? )

ซึ่งเจ้าของที่เค้าขอค่ามัดจำไว้ 192 ปอนด์

แถมวันนี้ยังต้องจ่ายค่าที่พักปัจจุบันอีก (ที่จริงต้องจ่ายวันอาทิตย์ แต่นี่เบี้ยวมา 3 วันแล้ว - -”)

ด้วยเหตุนี้มันก็เลยทะลุไป 200 กว่า นี่แล

เดี๋ยวสัปดาห์หน้าก็ต้องจ่ายค่าที่พักล่วงหน้า 1 เดือนอีก 192 ปอนด์

ไม่รู้ว่าเงินที่จะได้จาก part time สุดสัปดาห์นี้ จะได้มาเท่าไหร่

ขอให้มีเหลือ พอกิน พอใช้ ด้วยเถิด สาธุ (-/\-)

ในที่สุดก็ได้เรื่มทำงาน full time ซักที วันนี้ไปถึงที่โรงแรมตามเวลาเข้างานปกติ 5 ทุ่ม (ปกติตรงไหน -”-)

ก็คุยกับหัวหน้ากะดึกซักพัก ทำให้รู้ว่า หนักงานกะดึกจะมีอยู่ประมาณ 4 - 5 คน สลับสัปเปลี่ยนหมุนเวียนกะกันไป แต่สัปดาห์นี้มี 1 คน ไป holidays เพราะฉะนั้น ทั้งสัปดาห์เลยต้องทำงานแทนเค้าไปก่อน คือทำ 7 วันรวดนั่นเอง -”-

แต่โดยปกติแล้ว สัปดาห์นึงก็จะได้หยุด 2-3 วัน

วันนี้เป็นวันแรกของการทำงาน และก็เป็นวัน train ด้วย โดยจะมี 2 วัน

Trainer ก็คือ ตาหลุยส์ อ่ะจึ๋ย ๆ นั่นเอง - -”

แต่วันนี้และพรุ่งนี้ ตาหลุยส์จะดูอยู่เฉย ๆ ไม่ช่วยทำอะไร สงสัยให้ถาม เห็นอะไรผิด หรือลืมทำอะไร ตาหลุยส์ก็จะมาเตือน

สรุปเท่าที่ทำมาวันนี้ก็ ยังมีหลาย ๆ อย่างที่ลืมทำ แต่ตาหลุยส์ก็มาบอก ทำให้จำได้เยอะขึ้น แต่คิดว่า 2 วันก็คงพอแล้ว

เพราะมันไม่ใช่เรื่องยากมากนัก สบ๊าย…

หลังจากที่ไปลองงานเมื่อคืนก่อนนู้น วั้นนี้ขณะทำ part time อยู่ก็มีโทรศัพท์มา…

คุณเป็นผู้ถูกเลือก อยากจะทำงานไหม ?

คิดอยู่ นาทีนึง

OK ตกลงครับ

โดยเริ่มงานคืนวันจันทร์

เอาหล่ะ เดี๋ยวรู้กันว่าจะออกหัวออกก้อย ;)

(สรุปก็คือ ไม่ทำ housekeeper โรงแรมห้าดาว มาทำงานกะกลางคืนโรงแรมสามดาวดีกว่า -”-)

เมื่อวานซืนนี้ Search หางานใน gumtree กะว่าจะหา second job ทำซะหน่อย ตามสูตรเด็กไทย เจอ post นึง เค้าต้องการคนทำงานกะกลางคืน ได้เราก็เห็นว่า ว่างกลางคืนก็เลย reply post ไปหน่อยล่ะกัน

2 ชั่วโมงต่อมา เค้าก็โทรกลับมาบอกว่าพรุ่งนี้ให้มาสัมภาษณ์


» Read more after the jump →

  • The Quote

    "If you do business with uncomfortable you will not grow, you must talk with your partner"

    -- Charene @ Pizza Fritta --