Archive for May 2008

เมื่อ 2-3 วันก่อน เพื่อนคนนึง แนะนำให้ไปสมัครเป็น housekeeper ที่ The Grand (โรงแรมห้าดาวเชียวนะ !!)

แต่พอไปถึง ปรากฏว่า หัวหน้าแผนก เค้าดันไม่ว่างซะงั้น เค้าก็เลยขอนัดสัมภาษณ์วันนี้

แต่วันนี้จริง ๆ แล้วต้องไปทำ part time เป็น housekeeper ที่นึง เค้าก็เลยบอกให้มาวันอังคารแทน ส่วนเพื่อนก็ให้มาสัมภาษณ์วันเสาร์ตามปกติ


» Read more after the jump →

วันนี้รู้สึกหดหู่มาก ๆ อ่ะ อยากกลับบ้านแล้ว บอกตรง ๆ คิดมาเรื่องงาน

เพราะดูเหมือนว่าต้องหาเอง แล้วมันก็ไม่ได้หาง่าย ๆ ด้วยนะ เฮ้อ~

ร่อน CV ไปก็เยอะอยุ่เขียนใบสมัคร walk in 2-3 ที่ … ก็ไม่มี response กลับมาซักที่

ไม่มีงาน ไม่มีเงิน แล้วฉันจะอยู่อย่างไร…….

คิดถึงบ้าน กลับไทยดีกว่า

หลังจากส่ง CV ไปสมัครเป็น Web developer ได้ 2 สัปดาห์กว่า
เมื่อวานนี้มี email มาบอกว่าให้ไปสัมภาษณ์งานวันนี้ ก็เลยชุนละหุกซื้อตั๋ว Railway ไป 10.7 ปอนด์ เพื่อที่จะไปสัมภาษณ์งาน เพราะว่ามันอยู่ตั้ง West Sussex ซึ่งไกลจากบ้านไปเยอะอยู่


» Read more after the jump →

ได้ไปทำงานเป็น housekeeper มา เพราะว่าเพื่อนคนไทยแนะนำต่อ ๆ กันมา ได้โอกาสหาเงินมาจุนเจือตัวเองซักหน่อยก็ดี

เลยอยากมาแชร์ประสบการณ์ว่า housekeeper เนี่ยมันต้องทำอะไรกันบ้าง ทำแล้วเป็นยังไง เผื่อใครที่อยากจะมาแล้วจะได้รับรู้ไว้ล่วงหน้าว่าคุณก็มีโอกาสที่จะได้ทำงานนี้นะ

เริ่มจากเปิดประตูห้องมาก่อนเลยนะ ไม่ว่าจะห้องใหญ่ ห้องเล็ก ก็ต้องทำเตียง ซึ่งเตียงมันก็มีหลายขนาดก็ต้องเปลี่ยนผ้าปูเตียง ปลอกหมอน ปลอกผ้าห่ม ตามขนาดไซส์ต่างๆ ซึ่งเค้าก็มันจะมีสัญลักษณ์ประมาณว่า ตะเข็บสีนี้ ไซต์นี้นะ มันจะได้เป็นที่รู้กัน วิธีการปูก็จะมีเทคนิคเพื่อให้ไว (ทำวันแรกนี่ใช้เวลาอย่างนานอ่ะ เรียกได้ว่าคนอื่นเค้าทำเสร็จกันไปห้องนึงแหล่ะ ตานี่มันยังจัดเตียงอยู่ -”-) เสร็จปุ๊บก็จัดการห้องน้ำ ขจัดคราบตามจุดต่างๆ ให้สิ้นซาก เช็ดกระจก เคลียร์อ่างล้างหน้า อ่างอาบน้ำ และทำความสะอาดพื้น … จากนั้นก็เก็บขยะ เปลี่ยนถุงขยะ ดูดฝุ่น เช็ดกระจก จัดแจงข้าวของให้เข้าที่ เต็มของต่างๆ ให้เต็ม พวกกาแฟ ชา นม เป็นต้น

เนี่ยแหล่ะ นึงห้อง โดยส่วนใหญ่แล้วเค้าจะให้เวลาประมาณ 20 - 30 นาทีต่อห้อง แล้วแต่โรงแรม แล้วแต่ความมหึมาของห้อง แต่มันไม่แล้วแต่ความสะอาดของแขกที่มาใช้ -”-

โชคดีก็เจอห้องสะอาดเหมือนใหม่ (แต่ยังไงก็ยังต้องจัดเตียงใหม่อยู่ดี) โชคร้ายก็…แบบเข้าไปปุ๊บ ร้องจ๊าก แล้วคิดในใจว่า นี่แม่งมาอยู่กันกี่เดือนกันเนี่ย -”-

ความรู้สึกเวลาทำนะ มันก็แบบว่า รีบๆ ทำให้เสร็จๆ ไปอ่ะ อาการจิตตกเล็กน้อย คือมันเหมือนแบบ ต้องทำอะไรซ้ำๆ เดิมๆ เดจาวูกันวันละ หลายๆ รอบนั่นแหล่ะ แต่ถ้าไม่คิดอะไรมากก็คงไม่เป็นไรล่ะมั้ง

วันนี้จิตตกมาก ๆ เรื่องงานประจำที่จะได้ทำหลังเรียนจบคอร์ส

ตามกำหนดการณ์แล้วผมจะต้องไป work สัปดาห์หน้า แต่เรื่องของเรื่องคือ เค้ายังหางานให้ไม่ได้

แล้วทีนี้ มีเพื่อนคนนึงได้งานแล้ว แต่ปฏิเสธไป คนจัดหางานที่นี่ เค้าก็โยนงานชิ้นนี้มาให้ต่อ

งานชิ้นนั้นคือ… Kitchen Potter …

Kitchen Potter คือ เด็กล้างจานและเมื่อว่างก็หั่นผักหั่นหมูเรื่อยไป

ในความคิดของตัวเองวันนี้ (จะหาว่าเรื่องมากก็เหอะนะ)

คือถ้าทำงานชิ้นนี้ก็คงไม่ได้ฝึกภาษาอย่างที่อยาก เพราะมันเป็นงานทำคนเดียว ไม่ก็ได้คุยกับผักกับหมูที่หั่นอยู่ และอีกอย่างจะหาว่าหลงตัวเองก็เหอะนะ แต่ผมว่าภาษาผมมันทำได้ดีกว่านั้นอ่ะ - -”

ก็เลยปฎิเสธไป…

แล้วเมื่อปฏิเสธงานชิ้นนี้ไป โอ้ว…พระเจ้า โดนไซโค นู้นนี่ เยอะแยะมากมาย เค้าบอกว่าถ้าคุณไม่เอางานชิ้นนี้นะ คุณอาจจะต้องรออีกหลายสัปดาห์ -”- ถ้าไม่งั้นคุณอาจจะต้องหางานทำเองนะ

ฟังแล้วก็คิดมาก ก็เลยตอบไปว่าขอคิดก่อน ถ้าโอเคแล้ว เดี๋ยวจะให้สัมภาษณ์เลย

ขึ้นไปนั่งคิดอยู่นานมาก… คิดนู้นคิดนี่ พยายามที่จะทำใจรับสภาพนี้ แต่…พอกลับไปอีกรอบ…

มันทำใจไม่ได้ที่จะสัมภาษณ์เพื่อสมัครงานที่เราไม่อยากทำ -”-

ก็เลยบอกว่า คงไม่เอางานนี้

สรุป ตอนนี้ก็คงต้องพึ่งลำแข้งตัวเองหางานไปก่อน คงพึ่งจมูกคนจัดหางานของโรงเรียนได้ไม่มากแล้วแหล่ะ เพราะดันไปเรื่องมากใส่ - -”

ถ้าคุณอาศัยอยู่ที่อังกฤษแล้ว ได้ยินเสียงก๊องแก๊งหน้าประตูบ้าน แต่พอเดินไปถึงไม่เจออะไรนอกจากเศษกระดาษร่วงหล่นมาจากช่อง box mail ก็ไม่ต้องตกใจอะไรเพราะ มันเป็นเรื่องปกติของที่นี่…

วันนี้ได้มีโอกาสทำงานรูปแบบใหม่ นั่นคือ เด็กส่งไฟล์ วิธีการก็คือส่งเอกสาร, ใบปลิวตามบ้านต่าง ๆ เดินไปหย่อนในรูรับจดหมายของทุกบ้าน

ถ้าบ้านที่นี่เหมือนประเทศไทยคือมีกล่องรับจดหมายอยู่ที่ประตูรั้ว มันก็คงไม่ใช่ยากลำบากอะไรกับงานนี้

แต่… บ้านที่นี่มันไม่ใช่อย่างงั้น ช่องรับจดหมายของที่นี่ติดอยู่ในประตูบ้าน(ไม่ใช่ประตูรั้ว) เพราะฉะนั้นถ้าจะต้องหย่อนจดหมายล่ะก็ คุณก็ต้องเดินเข้าไปให้ถึงหน้าประตูเลย แล้วอาคารบางหลังที่นี่มีประตูบ้านอยู่ 3 ประตู 4 ประตู (อาคารหลังนึงอยู่รวมกันหลายครอบครัวหลายคน) ต้องเดินขึ้นบันไดไปหย่อนหรือเดินลงไปหย่อนที่ประตูซึ่งอยู่ต่ำกว่าระดับพื้นถนน ก็เดินเข้า ๆ ออก ๆ ขึ้น ๆ ลง ๆ กันไป

แต่เท่าที่เดินวันนี้ทำให้เห็นภาพพจน์ชาวบ้าน ๆ ของ Brighton ขึ้นเยอะเลย เรียกได้ว่าทำงานไปด้วย เดินกินลมซึบซับบรรยากาศบ้าน ๆ ไปด้วย (บ้านเต็มเลย หย่อนไป 700 กว่าหลังคาได้มั้ง -”-)

เดินเสร็จซัดน้ำ 750 cc ไปนึงขวด ดื่มเอื๊อก ๆ ๆ เมื่อยขากันไป แต่บ่ยั้น พรุ่งนี้ถ้ามีแบบนี้ก็จะเดินอีก ถือว่าไปเดินชมเมืองไปล่ะกัน

ปล.วันนี้เข้าไปดูสถิติตกใจมากเพราะว่ามันพุ่งขึ้นไปเกือบสองร้อย (แต่มี 1 comment -”-) เพราะปกติมันแค่ 30 กว่า ๆ ไม่รู้ว่ามาจากไหนกัน ยังไงก็ขอบคุณทุกคนที่เข้ามาเยื่ยมชมล่ะกันครับ :)

หลังจากที่ยืมมือถือคนอื่นมาใช้ ได้เดือนเศษ ๆ ก็รู้สึกว่ามือถือเครื่องนี้แบตหมดค่อนข้างเร็ว ก็เลยตัดสินใจซื้อเครื่องใหม่ซะเลย จังหวะพอดีว่าได้ยินข่าวที่เจ้าของเค้าจะกลับมาพอดี ก็จะได้คืนซะเลย ถ้าไปคืนตอนหลังมันยุ่งยาก…

การตัดสินใจซื้อมือถือครั้งนี้ เลือกที่จะซื้อ Vodafone เพราะว่ามันสามารถใช้ซิม Lebara ได้ด้วย ส่วนค่ายอื่นนั้นใช้กันไม่ได้

และดูเหมือนว่า Vodafone จะเป็นเครือข่ายมือถือที่ค่อนข้างครอบคลุมพื้นที่เยอะด้วย

หลังจากสืบเสาะหาข้อมูลอยู่ประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อหามือถือราคาถูกใช้งานดี ก็ไปลงตัวที่ Sony Ericsson W200i ตัวนี้

Sony Ericsson W200i

คุณสมบัติตามใจอยาก

1. FM Radio กระแดะอยากฟังคลื่นวิทยุที่นี่บ้าง

2. MP3 Player เผื่อเอาเพลงในเครื่องมาฟังแก้ขัดเซ็ง

3. แถม Memory 128 MB ซึ่งก็เยอะอยู่

4. มีโปรแกรมแต่ง ringtones เคยเล่นของพี่แล้วติดใจ

น่าเสียดายที่ไม่มี bluetooth แต่ก็ช่างมันเหอะ ใช้สาย data link เอาก็ได้

ราคาทั้งหมด รวมค่าโทร 10 pounds ก็ 39.95 pounds แถมประกันมือถืออีกตังหาก (ซึ่งไม่รู้ว่ามีข้อแม้อะไรบ้าง -”-)

เรียกได้ว่าเสียเงินก้อนโตไปอีกแล้ว T.T

หลังจากอยู่ที่นี่ได้ 1 เดือน ก็จะมาแฉว่า ใช้จ่ายเงินไปเท่าไหร่อะไรยังไง …

รายจ่าย

ค่าเดินทาง 33.2 ปอนด์
หารตั๋วเดือนกับเพื่อน 2 สัปดาห์แรก (25 ปอนด์) นอกนั้น นั่งตามความจำเป็น ( ไปเที่ยวไกล ๆ , กลับบ้านดึกดื่น , ทำงานเหน็ดเหนื่อย) ส่วนที่เหลือ… เดิน !!

ของใช้ 28.99 ปอนด์
ไม่มีการ shopping เลย (จะว่าไปก็มีเสื้อ sweater มือสอง ราคา 1 ปอนด์แค่นั้น) ซื้อของที่ต้องใช้เท่านั้น

ของกิน 121.58 ปอนด์
เป็นราคาประทังชีวิต 3 มื้อ บางมื้อกินฟรี อีกตังหาก (มีผู้ใจบุญแบ่งปัน) + เวลาไปทำงานร้านอาหารเค้าก็ให้ข้าวกิน

ค่าที่พัก 160 ปอนด์
ไปทำการเจรจากับเจ้าของบ้านว่าขออยู่กัน 3 คนต่อห้อง (ห้องสำหรับ 2 คน) ซึ่งเค้าก็ใจดีให้ ตกคนละ 40 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ปกติจะอยู่ที่ 60 - 100 ปอนด์ต่อสัปดาห์

รวม 343.77 ปอนด์

ตกใจเหมือนกันพอเห็นตัวเลข เพราะปกติอยู่ไทย ไม่เคยใช้เงินต่อเดือนเยอะขนาดนี้มาก่อนเลย - -”

นี่ขนาดพยายามประหยัดแล้วนะเนี่ย…

Today morning, I was chatting with my friend, Tai, to talk about where we will go because the weather is good and there is nothing if we were at home. It had only boring.

So we made a trip in 20 minutes and planned it.

But if we were only 2, it would be not good because both of us want to take photos therefore we need models.

After I persuaded my friends, I got one at last.

She is a new student who lives in my ex-host.

When everything were ready : Photographers, Model, Cameras, Plan, Bus ticket. It’s time to begin a great trip.


» Read more after the jump →

วันนี้เป็นวันทีต้องไปทำงานกะกลางคืน จริง ๆ แล้วไม่อยากจะทำงานกะกลางคืนซักเท่าไหร่ เพราะว่าลูกค้าเยอะกว่ามาก ๆ และจะเหนื่อยกว่ากะกลางวันเป็น สองเท่า แต่ก็ได้ทิปดีกว่า 2 เท่า เช่นกัน (สรุปง่าย ๆ คือ งกนั่นเอง - -”)

เนื่องจากว่า ตำแหน่งที่ทำคือ คนชนชั้นกลาง (ใครที่ไม่เข้าใจ คงย้อนกลับไปอ่านตอนนี้) แต่กะกลางคืนนี้ เจ้าของร้านให้ผมลงมาช่วยงานครัวเยอะหน่อย เพราะว่ามันยุ่งจริง ๆ

ถ้าให้พูดกันตรง ๆ เลยนะ งานครัวเนี่ย เป็นอะไรที่ผมไม่ถนัดเลย เพราะยากมากที่จะเข้าไปอยู่ในครัว (เป็นประเภทรอกิน แล้วขอล้างจานดีกว่า - -”)

ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องถาม เชื่อไหม ขนาดหั่นหมูยังต้องถามเลยว่า หั่นยังไง - -”

แต่ประสบการณ์ที่ประทับใจวันนี้ก็คือ หั่นผักนี่แหล่ะ เล่นเอาซาบซึ้งถึงกับร้องไห้เลยทีเดียว

เพราะว่าเชฟแกให้ ปอกหอมหัวใหญ่ -”-

หอมหัวใหญ่ลูกเบ้อเร้อเลย ปอกไปน้ำตาคลอเบ้าไป

เชฟแกก็แซวใหญ่ … “คิดถึงบ้านอ่ะดิ คิดถึงแม่ใช่ไหม ?”

ผู้ช่วยเชฟเดินมาเสริมอีกแรง … “อะไรกัน ใช้งานแค่นี้ ทำเป็นร้องไห้”

-”-

ปอกไปเกือบสิบลูกได้ เล่นเอาซาบซึ้งยังกะดูซี่รี่ย์เกาหลี ตอนนางเอกเป็นโรคร้ายต้องจากโลกนี้ไปยังไงยังงั้น

และหลังจากนั้นคราบน้ำตาก็จางหายไป ก็กลายเป็น คราบเหงื่อจากการทำงานแข่งกับเวลาที่ลูกค้านั่งรออาหารแทน …

เป็นอีกวันที่กลับมาแล้วต้องเอาเคาน์เตอร์เพนทาทั้งตัว -”-

  • The Quote

    "If you do business with uncomfortable you will not grow, you must talk with your partner"

    -- Charene @ Pizza Fritta --